ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร
ผู้ก่อตั้งสื่อ PDPA Thailand
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีบีซี กรุ๊ป จำกัด
นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย (TPDPA)
ดัชนี GIRAI 2026 บอกอะไรเกี่ยวกับจุดแข็งและช่องว่างในการกำกับดูแล AI ของประเทศ
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทั้งในภาครัฐ ธุรกิจ การศึกษา สุขภาพ และการทำงาน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ไทยใช้ AI มากเพียงใด แต่คือไทยมีระบบกำกับดูแล AI ที่คุ้มครองประชาชนได้ดีเพียงใด
ผลการประเมิน Global Index on Responsible AI หรือ GIRAI 2026 ให้คำตอบที่น่าสนใจ ประเทศไทยได้คะแนนรวม 36.99 คะแนน อยู่ในอันดับ 60 จาก 135 ประเทศและเขตอำนาจ เป็นอันดับ 15 ของภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย และอันดับ 12 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน คะแนนไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคประมาณ 4 คะแนน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศรายได้ระดับเดียวกันประมาณ 5.1 คะแนน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสามประเทศในอาเซียน ไทยยังมีคะแนนต่ำกว่าสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ อันดับที่ 40 มี 45.21 คะแนน ส่วนเวียดนามอยู่อันดับ 47 มี 41.56 คะแนน และมาเลเซียอยู่อันดับ 54 มี 38.54 คะแนน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> (GIRAI – Global Index on Responsible AI)
ผลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าไทยมีความสามารถในการวิจัยหรือพัฒนาเทคโนโลยี AI เป็นอันดับ 60 ของโลก หรือแย่กว่า สิงคโปร์ เวียดนามหรือมาเลเซีย เพราะ GIRAI ไม่ได้วัดว่าใครสร้าง AI เก่งที่สุด แต่ประเมินว่าแต่ละประเทศมี นโยบาย การดำเนินงาน สถาบัน การมีส่วนร่วม และเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้ AI ถูกพัฒนาและใช้อย่างรับผิดชอบเพียงใด
GIRAI วัดอะไรบ้าง
GIRAI เป็นดัชนีที่มอง Responsible AI ผ่านกรอบสิทธิมนุษยชน โดยพิจารณาว่าประเทศต่าง ๆ สามารถส่งเสริมประโยชน์จาก AI ควบคู่กับการป้องกันความเสียหาย การเลือกปฏิบัติ การละเมิดความเป็นส่วนตัว และผลกระทบต่อประชาชนได้หรือไม่
กรอบ GIRAI 2026 ประกอบด้วย 38 ตัวชี้วัด แบ่งเป็น 5 มิติ ได้แก่
- Inclusion and Diversity
- Ethics and Sustainability
- Labour and Skills
- Trust and Safety
- AI Use in Public Service
แต่ละมิติประเมินผ่าน 3 เสาหลัก คือ AI Policy, Civil Society Engagement และ Enabling Conditions ส่วนตัวชี้วัดที่ 38 คือการใช้ AI ของรัฐที่มีความเสี่ยงยอมรับไม่ได้ หรือ Unacceptable Risk AI Systems ซึ่งอาจถูกนำมาหักจากคะแนนรวมของประเทศ
จุดเด่นของ GIRAI คือไม่ได้ดูเพียงว่าประเทศมีนโยบายหรือแนวปฏิบัติหรือไม่เท่านั้น แต่ตรวจสอบหลักฐานของการนำไปปฏิบัติ กิจกรรมของภาคประชาสังคม และเงื่อนไขพื้นฐาน เช่น หลักนิติธรรม การคุ้มครองข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สิทธิแรงงาน และการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย ข้อมูลต้องมีแหล่งที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ ไม่ใช่การประเมินจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว
และต้องขอขอบคุณอาจารย์จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน อาจารย์ด้านกฎหมายเทคโนโลยีดิจิทัลและไซเบอร์ ที่ Hankuk University of Foreign Studies (HUFS) ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เป็นนักวิจัย GIRAI ของประเทศไทย และมีส่วนร่วมเก็บรวบรวมหลักฐานร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยของ GIRAI ทั่วโลก
ข้อค้นพบสำคัญของโลก
ภาพรวม GIRAI 2026 สะท้อนว่า โลกไม่ได้ขาดหลักการด้าน Responsible AI แต่ยังขาดการเปลี่ยนหลักการเหล่านั้นให้เป็นระบบคุ้มครองที่เกิดผลจริง
ประเทศจำนวนมากมีนโยบาย ยุทธศาสตร์ หรือแนวปฏิบัติแล้ว แต่กรอบเหล่านี้ไม่น้อยยังเป็นเพียง soft law หรือแนวทางสมัครใจ ขณะที่กลไกตรวจสอบ การบังคับใช้ และการเยียวยายังตามหลังการนำ AI ไปใช้งาน
ช่องว่างดังกล่าวเห็นได้ชัดในสามเรื่อง ได้แก่
เรื่องแรก หลายประเทศลงทุนด้าน AI Literacy, Reskilling และ Upskilling มากกว่าการคุ้มครองแรงงานจากการใช้ AI ในการรับสมัครงาน ประเมินผลงาน ติดตามพนักงาน หรือจัดสรรงาน
เรื่องที่สอง ภาครัฐเรียกร้องให้ธุรกิจเปิดเผยการใช้ AI แต่ยังขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับระบบ AI ของรัฐเอง ทั้งที่ระบบเหล่านี้อาจมีผลต่อสวัสดิการ การศึกษา สุขภาพ การบังคับใช้กฎหมาย หรือสิทธิของประชาชน
เรื่องที่สาม ความปลอดภัยของ AI มักถูกมองในเชิงเทคนิค เช่น ความมั่นคงปลอดภัย ความแม่นยำ หรือความทนทานของระบบ มากกว่าการมองผลกระทบต่อมนุษย์ เช่น การเลือกปฏิบัติ ข่าวลวง การเฝ้าระวัง หรือการขาดช่องทางร้องเรียน
สารสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมี AI Policy แต่คือการเปลี่ยนนโยบายให้เป็น AI Protection ที่ประชาชนใช้ได้จริง
ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านใด
เมื่อพิจารณาคะแนนรายมิติ จุดแข็งของไทยอยู่ที่ Labour and Skills และ AI Use in Public Service
Labour and Skills
ไทยได้ 49.67 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 36.03 คะแนน ตัวชี้วัดที่โดดเด่นคือ AI Literacy 76.1 คะแนน และ Reskilling/Upskilling Initiatives 73.9 คะแนน
ผลดังกล่าวสะท้อนว่าไทยมีความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาความรู้และทักษะ AI ค่อนข้างชัดเจน ทั้งในระบบการศึกษาและการพัฒนากำลังคน
แต่จุดอ่อนคือ Labour Protections ได้ 0 คะแนน
กล่าวได้ว่า ไทยเตรียมคนให้ใช้ AI เป็น แต่ยังไม่มีกรอบที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับคุ้มครองแรงงานเมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในการรับสมัคร การประเมิน การติดตาม หรือการตัดสินใจที่กระทบต่อการทำงาน
AI Use in Public Service
ไทยได้ 43.06 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 30.02 คะแนน และอยู่ในอันดับ 35 ของโลก จุดแข็งอยู่ที่การพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐและกรอบด้านการจัดซื้อจัดจ้าง
แต่ตัวชี้วัด Public Disclosure of Government Algorithmic Systems ได้ 0 คะแนน
จุดนี้ไม่ได้หมายความว่าภาครัฐไทยไม่ได้ใช้ AI แต่สะท้อนว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอเกี่ยวกับข้อกำหนดให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยว่า ใช้ AI ระบบใด ใช้เพื่ออะไร ใช้ข้อมูลประเภทใด และประชาชนจะตรวจสอบหรือร้องเรียนได้อย่างไร
การใช้ AI ในบริการสาธารณะจึงไม่ควรเป็น “AI ที่มองไม่เห็น” ประชาชนควรรู้เมื่อ AI มีส่วนประเมินหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจที่กระทบสิทธิของตน
Ethics and Sustainability
ไทยได้ 33.36 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเล็กน้อย และสูงกว่าเวียดนามกับมาเลเซียในกลุ่มที่เปรียบเทียบ แต่ยังต่ำกว่าสิงคโปร์
ไทยมีคะแนนค่อนข้างดีในเรื่องความเป็นธรรม ความโปร่งใส การอธิบายได้ และการกำกับดูแลโดยมนุษย์ ส่วนหนึ่งมาจากแนวปฏิบัติด้านจริยธรรม AI ของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม หลักฐานสำคัญของไทยจำนวนหนึ่งยังอยู่ในสถานะ Non-Binding Framework หรือแนวทางที่ไม่มีผลผูกพัน
จุดท้าทายจึงไม่ใช่การเขียนหลักการเพิ่มอีกฉบับ แต่คือการกำหนดว่า ใครต้องรับผิดชอบ ต้องประเมินอย่างไร ตรวจสอบโดยใคร และจะเกิดผลอย่างไรเมื่อไม่ปฏิบัติตาม
ช่องว่างสำคัญของประเทศไทย
Inclusion and Diversity
ไทยได้เพียง 21.85 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค 11.4 คะแนน และอยู่ในอันดับ 89 ของโลก ตัวชี้วัด Gender Equality และ Cultural and Linguistic Diversity ได้ 0 คะแนน ส่วน Children’s Rights ได้ 9.1 คะแนน
คะแนนดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าไทยไม่ดำเนินการเรื่องเด็ก ผู้หญิง หรือความหลากหลายเลย แต่หมายถึงยังไม่พบกรอบ AI ที่เข้าเกณฑ์และกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจนเพียงพอ
สำหรับไทย เรื่องภาษาและวัฒนธรรมมีความสำคัญมาก ระบบที่พัฒนาจากข้อมูลต่างประเทศอาจไม่เข้าใจภาษาไทย ภาษาถิ่น บริบททางสังคม หรือความแตกต่างของผู้ใช้ หากไม่มีการทดสอบกับบริบทจริง ความคลาดเคลื่อนอาจกลายเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่ตั้งใจ
Trust and Safety
ไทยได้ 36.99 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 38.45 คะแนน และต่ำกว่าสิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซียในกลุ่มที่เปรียบเทียบ
แม้ไทยมี PDPA และกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นฐาน แต่ตัวชี้วัด Access to Redress and Remedy และ AI-facilitated Misinformation and Violence ได้ 0 คะแนน
ช่องว่างสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ประชาชนสามารถ
- รู้ว่า AI ถูกใช้หรือไม่
- ขอคำอธิบายได้
- คัดค้านหรือขอให้มนุษย์ทบทวนได้
- ร้องเรียนและอุทธรณ์ได้
- ได้รับการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย
การมีกฎหมายพื้นฐานจึงยังไม่เท่ากับการมีสิทธิที่ใช้ได้จริงเมื่อ AI เข้ามามีส่วนตัดสินใจ
ไทยต่างจากสิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซียอย่างไร
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนทั้ง 5 มิติ สิงคโปร์นำใน Inclusion and Diversity, Ethics and Sustainability และ Trust and Safety ขณะที่เวียดนามนำใน Labour and Skills และ AI Use in Public Service ส่วนมาเลเซียมีคะแนนสูงกว่าไทยใน Inclusion and Diversity และ Trust and Safety
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า
- สิงคโปร์เด่นด้านโครงสร้างการกำกับ ความเชื่อมั่น และความครอบคลุม
- เวียดนามเด่นด้านการพัฒนาทักษะและการขับเคลื่อนผ่านภาครัฐ
- มาเลเซียมีฐานด้านความเท่าเทียมและความปลอดภัยที่ดีกว่าไทยบางส่วน
- ไทยเด่นด้านทักษะและศักยภาพภาครัฐ แต่ยังอ่อนด้านความครอบคลุม การคุ้มครองแรงงาน ความโปร่งใสของ AI ภาครัฐ และการเยียวยา
จาก AI Policy สู่ AI Protection
ผล GIRAI ไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อเปรียบเทียบอันดับ แต่ควรใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ช่องว่างของประเทศ
สำหรับประเทศไทย มีอย่างน้อยสี่เรื่องที่ควรเร่งดำเนินการ
หนึ่ง ประเมินผลกระทบก่อนใช้ AI ความเสี่ยงสูง
ระบบที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การศึกษา สวัสดิการ การจ้างงาน การเงิน การเฝ้าระวัง หรือการบังคับใช้กฎหมาย ควรผ่าน AI Impact Assessment และเชื่อมโยงกับ DPIA เมื่อมีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
สอง เปิดเผยการใช้ AI ของภาครัฐ
หน่วยงานควรมี AI Inventory หรือทะเบียนระบบ AI ระบุวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ระดับความเสี่ยง ผู้รับผิดชอบ และช่องทางร้องเรียน
สาม สร้างสิทธิและกลไกเยียวยา
ประชาชนควรได้รับแจ้งเมื่อ AI มีส่วนตัดสินใจ สามารถขอคำอธิบาย คัดค้าน ขอให้มนุษย์ทบทวน และอุทธรณ์ได้
สี่ คุ้มครองแรงงานและกลุ่มเปราะบาง
การพัฒนาทักษะต้องเดินควบคู่กับการคุ้มครองแรงงาน เด็ก ผู้หญิง ผู้พิการ และผู้ใช้ที่มีความแตกต่างด้านภาษาและวัฒนธรรม
ประเทศไทยไม่ได้ขาดกิจกรรมด้าน AI และไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ซึ่งการจัดงาน AI Governance Week 2026 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA เมื่อช่วงต้นเดือน รวมทั้งการเปิดรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) พระราชบัญญัติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. … ของ ETDA เป็นความพยายามเล็ก ๆ ในการผลักดันนโยบายและการกำกับดูแลด้าน AI ของประเทศไทย
แต่สิ่งที่ GIRAI 2026 สะท้อนคือ เรามีการส่งเสริมการใช้ AI และการพัฒนาทักษะก้าวหน้าเร็วกว่าการสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิ
เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลไทยจึงไม่ควรอยู่เพียงที่การทำให้คนไทย “ใช้ AI เป็น” แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้ว่า AI ถูกใช้ที่ใด เข้าใจว่า AI มีบทบาทอย่างไร ตรวจสอบได้ คัดค้านได้ และได้รับการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย
นี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก AI Policy ไปสู่ AI Protection ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้าง AI ที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง
เผยแพร่ : 13 กรกฎาคม 2569
